ฐานเศรษฐกิจ / 22 Demcember 2016

ธุรกิจร้านอาหารเดือด แบรนด์ไทยขยับสู้ต่างชาติแย่งเค้ก4แสนล้าน

งัดแผนเพิ่มแบรนด์ขยายสาขาคุมพื้นที่สู้
          ธุรกิจร้านอาหารไทย-เทศแข่งเดือด แบรนด์ดัง ต่างชาติพาเหรดปูพรมขยายสาขาเต็มพิกัด ชิงส่วนแบ่งตลาดที่พุ่งทะยานแตะ 3.9 แสนล้านบาทในปี 2560 ปลุกทุนไทยปรับตัวสู้ยิบตา ขณะที่ "เจโทร" เผยร้านอาหารญี่ปุ่น-ร้านค้าปลีกไทยนำเข้าอาหารญี่ปุ่นมากที่สุดในโลก
          การเปิดเออีซี ดึงให้เชนร้านอาหารแบรนด์ต่างชาติพาเหรดเข้ามาลงทุน ปลุกกระแสอาหารนอกทั้งญี่ปุ่นเกาหลี พุ่งสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน ปลุกกระแสแข่งขันดุเดือดบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ประเมินมูลค่ารวมธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยในปี 2560 ว่า จะมีมูลค่าทะยานขึ้น เป็น 3.9 แสนล้านบาท ให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารแบรนด์ไทยต้องปรับ ทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กร และกลยุทธ์การแข่งขันสู้ทุกรูปแบบ
          ในปี 2559 พบว่า มีแบรนด์ต่างชาติทุ่มเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านราเมงดัง "นีโอ โคราคุเอ็น" ที่ตั้งเป้าจะขยายให้ได้ 30 สาขา ใน 3 ปี กลุ่มเอฟโวลูชั่น แคปปิตอล ผู้บริหารร้านโดมิโน พิซซ่า ไก่ทอดเคียวโซน คอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ ที่เล็งทุ่มงบ 1,500 ล้านบาท ขยายสาขาให้ครบ 200 แห่ง หรือแบรนด์ยักษ์อย่างปตท. ที่คว้าสิทธิ์เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ฟาสต์ฟูดไก่ชื่อดัง "เท็กซัส ชิคเก้น" จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาเปิดในไทยและปูพรมขยายสาขาในเมืองหลวงเต็มพิกัด นอกจากนี้ยังมี บริษัท จูลายทูไฟว์ฯ ที่นำเข้าแบรนด์ยากิโซบะ "โบเตย่า" รวมถึงยักษ์ไทยเบฟ ที่ตั้งบริษัทน้องใหม่ ฟู้ด ออฟ เอเชีย เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจกลุ่มร้านอาหาร โดยประเดิมแบรนด์แรก ด้วยการนำร้านดังจากฮ่องกง "mx cakes & bakery" เข้ามาเปิดในเมืองไทย และกลุ่มฟู้ดแลนด์ ที่เผยโฉม Mr.Pizza แบรนด์ดังจากเกาหลี และทิม โห หวั่น ร้านซิ่มตำดังจากฮ่องกง เข้ามาปูพรมในเมืองไทย การขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วของแบรนด์ดังจากต่างชาติเหล่านี้ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อร้านอาหารไทย ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด
          ไทยแชมป์นำเข้าอาหารญี่ปุ่นโลก
          ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 3-4 ปี มานี้ และจากเทรนด์บริโภคอาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารต่างชาติของคนไทยที่นิยมมากที่สุด ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารญี่ปุ่นแข่งขันกันมากขึ้น จนในปีนี้จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเพิ่มขึ้นถึง 2,713 ร้านขณะที่ในทุกๆ ปีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศมีประมาณ 8.9 หมื่นร้าน เมื่อเทียบกับปี 2556 มีประมาณ 5.5 หมื่นร้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงประมาณ 1.6 เท่า ขณะที่ในปี 2549 มีประมาณ 2.4 หมื่นร้าน
          ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร จัดพิธีมอบตรารับรองร้านอาหารและร้านค้าปลีกผู้สนับสนุนวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในไทย  สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นและร้านค้าปลีกที่ได้รับตรารับรองระบบจากการใช้และขายวัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่นมีทั้งหมด 11 ร้าน จากทั่วโลก คือ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และจำนวน 9 ใน 11 ร้านอาหารญี่ปุ่นและร้านค้าปลีกนั้นเป็นของไทย ซึ่งประเภทร้านอาหารญี่ปุ่น ได้แก่ ร้านอาโออิ คิซาระ ยามาซาโตะ บริษัท ซามูไร ฟู้ดส์ จำกัด ส่วนประเภทร้านค้าปลีก ได้แก่บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กลุ่มบริษัท อิเซตันฯเดอะมอลล์ กรุ๊ป และยู เอฟเอ็ม ฟูจิ ซูเปอร์ ทั้งนี้ในปี 2561 เจโทรตั้งเป้าจะให้รับรองร้านอาหารและร้านค้าปลีก ที่สนับสนุนวัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่นในต่างประเทศ ให้ได้ 3,000 ร้าน
          แม็กเนตดึงลูกค้าห้างใหม่
          นายสะชิโอะ ทาคิยะมะ ผู้อำนวยการแผนการเกษตรและอาหารของเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น ขณะที่ในกรุงเทพฯเพิ่มไม่มากนัก เนื่องจากมีห้างสรรพสินค้าใหม่เกิดในต่างจังหวัดมากขึ้น ประกอบกับกลยุทธ์ของห้างสรรพสินค้าด้วยที่เมื่อมีห้างสรรพสินค้าแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโตตามการขยายตัวของห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะร้านซูชิสายพานและร้านขนมญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม การส่งออกวัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่นมาไทยอาจไม่ค่อยเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะสิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่นำเข้าวัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่นอย่างแท้จริง อย่างเช่นร้านชาบู ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่น ขณะที่กลุ่มร้านราเมนทำตลาดยาก เพราะมีการแข่งขันค่อนข้างสูง
          "เป้าหมายของเจโทรอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นสำหรับชนชั้นกลาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่นทุกเมนู อาจ 2-3 เมนู ส่วนร้านค้าปลีกอาจจำหน่ายอาหารญี่ปุ่นในราคาที่จับต้องได้ ตรงนี้จะช่วยให้การนำเข้าวัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่นสูงขึ้น"
          โออิชิ พลิกโฉมล้างภาพแก่
          การรุกของธุรกิจร้านอาหารจากต่างประเทศ กดดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวสู้ นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านโออิชิ  แกรนด์, ชาบูชิ, โออิชิราเมน ฯลฯ กล่าวว่า แม้ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นจะแข่งขันกันรุนแรง แต่ในปีนี้ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ตลาดรวมเติบโตต่ำกว่า 10%  แต่มองว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้อีกโดยในปีหน้าคาดว่าจะมีการเติบโตราว 5-8% จากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการแบบซิงเกิล (หรือรายเดียว) หันมาทำตลาดมากขึ้น แต่ภาพรวมการเติบโตในตลาดหลักยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจเชนร้านอาหารในกลุ่มฟาสต์ฟูดเป็นหลัก
          ในปี 2560 โออิชิมีนโยบายปรับโฉม หรือ Revamp 5 แบรนด์ในเครือ โออิชิ เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้มีความทันสมัยและเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการความแปลกใหม่มากขึ้นหลังจากที่เปิดให้บริการมานาน 17 ปี โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับโฉมแบรนด์ ชาบูชิ ไปแล้วเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าที่จะปรับโฉม แบรนด์อื่นให้เสร็จภายในปี 2560
          สร้างแบรนด์ ขยายสาขาสู้
          นายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ผู้บริหารร้าน "ซานตาเฟ่ สเต็ก" กล่าวว่า บริษัทเตรียมใช้งบลงทุน 280 ล้านบาทในการขยายสาขาเพิ่มขึ้นและการรีโนเวตสาขาเดิมเพื่อให้สดใส ทันสมัย พร้อมกับใช้งบการตลาดในการสร้างแบรนด์แบบครบวงจร เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรง และกระตุ้นตลาดสเต็กให้เติบโตเป็นอันดับ 1 แทนที่ร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี หลังจากที่พบว่าตลาดสเต็กมีการเติบโตกว่า 20% สูงกว่าคู่แข่ง
          "ในปีหน้าบริษัทมีแผนขยายสาขาไปยังเวียดนามในรูปแบบแฟรนไชส์ เบื้องต้นอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่จะเข้ามาซื้อแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 2-3 ราย พร้อมกันนี้ยังมีแผนในการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นขึ้นมาเพื่อรองรับการเติบโตในธุรกิจร้านอาหารเมืองไทย โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเริ่มเห็นความชัดเจนได้ในปี 2561 พร้อมกับแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"
          นายสรรคนนท์ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ในการแข่งขันตลอดเวลา โดยให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพอาหาร การบริการ การปรับรูปแบบของเมนูที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการนำกลยุทธ์ทางการตลาดแบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเข้ามาใช้ในการบริการร้านอาหารญี่ปุ่นเซนทั้ง 44 สาขา ขณะเดียวกันแนวโน้มความต้องการของร้านอาหารไทยสำหรับกลุ่มผู้บริโภคก็ถือว่ามีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยภาพรวมตลาดเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี
          นอกจากนี้เพื่อรองรับแผนการรุกตลาดธุรกิจร้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน บริษัทได้เข้าซื้อกิจการของร้านอาหาร ตำมั่ว เพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจให้แข็งแกร่ง ถือเป็นร้านน้องใหม่ของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งสิ้น 10 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น เซน, ร้านออนเดอะเทเบิ้ล, ร้านอากะ, เฝอ,ลาว ญวน เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด